ความจริงเกี่ยวกับการใช้ยา Ritalin แปลจากบทความ ตีพิมพ์ใน Foundation fo การแปล - ความจริงเกี่ยวกับการใช้ยา Ritalin แปลจากบทความ ตีพิมพ์ใน Foundation fo ไทย วิธีการพูด

ความจริงเกี่ยวกับการใช้ยา Ritalin แ

ความจริงเกี่ยวกับการใช้ยา Ritalin แปลจากบทความ ตีพิมพ์ใน Foundation for a drug-free world
ขอขอบคุณ คุณ @paradai virojphan ที่แปลบทความดีๆมาแบ่งปันกันนะคะ

Ritalin คืออะไร ?

Ritalin เป็นชื่อสามัญสำหรับ methylphenidate ซึ่งจัดเป็นยาเสพติด ตามข้อกำหนดของ Drug Enforcement Administration เป็นตาราง II ในกลุ่ม Narcotic ซึ่งถือเป็น ยาเสพติดประเภทเดียวกับโคเคน, มอร์ฟีนและ amphetamines(ยาม้า) มีวัยรุ่นจำนวนมากที่ใช้ยานี้เพื่อให้ได้ผลในการกระตุ้นประสาท

แม้ว่า Ritalin จะเป็นยาที่ใช้อย่างถูกต้องตามใบสั่งแพทย์ แต่อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงรวมถึงความตื่นกังวล, นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร, การเต้นของหัวใจผิดปกติ, ปัญหาโรคหัวใจและน้ำหนักลด ผู้ผลิตเองกล่าวว่าเป็นยาที่ ทำให้เกิดการเสพติด

ในเดือนมิถุนายน 2005 องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ออกคำเตือนประชาชนว่า Ritalin และยาที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันนี้อาจทำให้เกิดภาพหลอนภาพและความคิดฆ่าตัวตาย รวมไปถึงพฤติกรรมทางจิตที่ก้าวร้าวและมีความรุนแรง

นักเขียนท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า :"ผู้ปกครองมักจะไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง และมักจะทราบภายหลังในทำนองว่า:'. “อ้อ.. ลืมแจ้งให้ทราบว่า ในบางกรณีอาจมีเด็กที่เสียชีวิตจากการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง” หรือ “อ้อ..สิ่งทีควรทราบอีกข้อหนึ่งคือเด็กที่ใช้ยาที่มีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นประสาทนั้น มีความเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติดเกินขนาดมากเป็นสองเท่าของเด็กที่ไม่ได้ใช้ยา” หรือไม่ก็ “หนึ่งในสามของเด็กที่ใช้ยานี้จะมีอาการของ OCD เกิดขึ้นหลังจากการใช้ยาติดต่อกันภายในเวลา 1 ปีแรก”

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ Ritalin และยาที่ใช้ในกลุ่มเด็ก"สมาธิสั้น" นั้น สามารถหาได้ง่ายในเกือบทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในโรงเรียนมัธยมหรือวิทยาลัย, คุณมีแนวโน้มที่จะหายาจำพวกนี้ได้ง่าย โดยมีกลุ่มเพื่อนที่พยายามผลักดันและมักจะเชิญชวนให้คุณใช้ยานี้ เนื่องจากพวกเขาสามารถหากำไรจากคุณได้

ในบางโรงเรียน สถิติของนักเรียนที่ใช้ยาเป็นประจำอาจมีมากถึง 20% กรมควบคุมและปราบปรามยาเสพติดพบว่าโรงเรียนเหล่านี้เป็นแหล่งยาที่หาซื้อได้มากกว่าร้านขายยาในพื้นที่ด้วยซ้ำ

ฟังดูเหมือนมันเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ หรือ อาจจะมีเพื่อนบางคนที่บอกคุณว่า เขาเอายาของน้องชายมาขายต่อให้คุณเพื่อเอากำไรเล็กๆ น้อยๆ นักเรียนบางคนเพียงแค่บอกครูพยาบาลว่าเขาไม่สามารถนั่งเรียนในห้องเรียนอย่างมีสมาธิได้ เพียงแค่นี้ เขาก็สามารถจะได้รับใบสั่งยาจากแพทย์อย่างถูกต้อง เขาสามารถที่จะกักตุนยาเพื่อใช้ในอนาคต หรืออาจจะขายต่อให้เพื่อนๆ เพื่อเอากำไรก็ได้ไม่ยากนัก

แม้จะมีกฎหมายข้อห้าม ไม่ให้จำหน่ายจ่ายแจกยานี้อย่างอิสระ ในความเป็นจริงที่น่าสลดก็คือ สารเหล่านี้ถูกนำมาใช้จ่ายแจกกันเหมือนขนมลูกกวาด หรือที่เรียกกันเป็นที่เข้าใจว่า โคเคนสำหรับเด็ก

จากคำบอกเล่าของ Jake "ถ้าใช้ยาในปริมาณมากจนเกือบจะเรียกได้ว่าเกินขนาด ฤทธิ์ของมันทำให้ เกิดอาการ Hyper และมีความตื่นตัว ทั้งนี้ รวมไปถึงอารมณ์ที่ขึ้นลงไม่คงที่ อย่างควบคุมไม่ได้ "-

จุดเริ่มต้นในการใช้ยาเกิดขึ้นอย่างไร?

ในการที่เด็กนักเรียนคนหนึ่งจะเข้าไปพัวพันกับการเสพติด Ritalin นั้นง่ายนิดเดียว เมื่อนักเรียนมีผลการเรียนที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ หรืออาจจะเรียนช้ากว่าเพื่อน หรือแม้กระทั่งการเตรียมตัวสอบ นักเรียนที่ต้องการนอนดึกเพื่อสร้างโอกาสในการทำคะแนนให้สูงขึ้น หากเขาดื่มกาแฟ เขาอาจมีอาการมือสั่น หรือใจสั่น หากแต่เพื่อนส่วนมากของเขาที่ใช้ยานี้ทำให้พวกเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีพลังงานในยามที่เขาต้องการ ทำไมจะไม่ลองดูล่ะ เพียงจ่ายเงินเพิ่มอีกนิด แลกกับการที่ได้มีเวลาอ่านหนังสือเพิ่มและรู้สึกจดจ่อกับการเรียน นี่คือจุดเริ่มต้น แต่บ่อยครั้งมันมักจะไม่จบลงเพียงแค่นี้

นักเรียนบางคนบด Ritalin เป็นผงและสูด (Snort) มันเช่นเดียวกับที่ใช้โคเคน วิธีนี้ทำให้การดูดซึมเร็วยิ่งขึ้น "มันช่วยให้คุณรู้สึกมี พลังงานและตื่นเป็นเวลาหลายชั่วโมง" นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

และเช่นเดียวกับโคเคนหรือสารกระตุ้นอื่น ๆ ที่ความรู้สึก “อัพ" ก็จะตามมา และแน่นอน ความรู้สึกของความเมื่อยล้าและรู้สึกเหมือนลานขาด ซึมเศร้าก็จะตามมาติดๆ เช่นกัน นักเรียนคนหนึ่งที่ใช้ Adderall ซึ่งเป็นยายากระตุ้นประสาทอีกตัวหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักเรียน นักศึกษา ได้บรรยายความรู้สึกของ "ความปลอดโปร่ง" ที่กลับกลายเป็น “เหนื่อยล้าเหมือนลานขาด” ในวันถัดไป ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ใช้เขากล่าวว่า "ผมมักจะมีอาการเหนื่อยอ่อนเหมือนลานขาดและพับไปอย่างรุนแรงในที่สุด.และแน่นอนผู้ใช้มักจะหาทางออกจากความรู้สึกอ่อนล้านี้ด้วยการใช้ตัวช่วยของยาอีกเม็ดหนึ่งถัดมา เหมือนอย่างที่พูดกันติดปากว่า”อย่างนี้ต้องถอน” และนี่คือความเป็นไปของวงจรนี้ ต่อไปก็ใช้ในปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อความรู้สึก High ที่เร็ว และถี่มากขึ้น จนกระทั่งผู้ใช้มีความทนต่อฤทธิ์ยามากขึ้น จึงไม่ค่อยได้ผลหรือรู้สึกถึงฤทธิ์ยาอย่างที่เคยเป็นน้อยลง เมื่อเป็นดังนี้จึงจำเป็นต้องใช้ในปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้ในปริมาณมาก Ritalin สามารถนำไปสู่อาการชัก,ปวดศีรษะ, และภาพหลอน สารที่มีฤทธิ์เหมือนแอมเฟตามีน (ยาม้า)สามารถนำไปสู่ความตายเช่นเดียวกับในกรณีที่น่าสลดของเด็กหลายคนที่เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเนื่องจากการใช้ยานี้

"ฉันเริ่มใช้ Ritalin ครั้งแรกเมื่อตอนอยู่ชั้นม.1 เป็นยาที่แพทย์สั่งให้ เพราะพวกเขาคิดว่าฉันมีปัญหาที่เรียกว่า สมาธิสั้น ทั้งๆที ความจริงนั้นฉันแกล้งทำเพื่อเป็นข้ออ้างในการที่ฉันมีผลการเรียนที่ตกต่ำ (ความจริงฉันเพียงแค่เกียจคร้านในการเรียน) ฉันไม่เคยรู้ว่าฉันกำลังทำให้ตัวเองเข้าไปพัวพันกับการใช้ยา และตอนนั้นฉันเองก็มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างจากผู้ใช้ยาเสพติดรายอื่น ๆ เริ่มต้นจากที่ฉันใช้ยาประมาณ 40 มก. ในแต่ละวัน มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันทำอะไรๆ หลายอย่างเสร็จลุ
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (ไทย) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
Ti phimph Ni มูลนิธิสำหรับ - โลกเสรีKHX khxbkhun @ ภาร Tam khx_kahnd khxng ปราบปรามยาเสพติด ผู้ผลิตเองกล่าวว่าเป็นยาที่ หรืออาจจะมีเพื่อนบางคนที่บอกคุณว่า น้อย ๆ เพียงแค่นี้ หรืออาจจะขายต่อให้เพื่อน ๆ ในความเป็นจริงที่น่าสลดก็คือ Hrux CAK เจค ความจริงเกี่ยวกับการใช้ยา Ritalin แปลจากบทความ ตีพิมพ์ใน Foundation for a drug-free world
ขอขอบคุณ คุณ @paradai virojphan ที่แปลบทความดีๆมาแบ่งปันกันนะคะ

Ritalin คืออะไร ?

Ritalin เป็นชื่อสามัญสำหรับ methylphenidate ซึ่งจัดเป็นยาเสพติด ตามข้อกำหนดของ Drug Enforcement Administration เป็นตาราง II ในกลุ่ม Narcotic ซึ่งถือเป็น ยาเสพติดประเภทเดียวกับโคเคน, มอร์ฟีนและ amphetamines(ยาม้า) มีวัยรุ่นจำนวนมากที่ใช้ยานี้เพื่อให้ได้ผลในการกระตุ้นประสาท

แม้ว่า Ritalin จะเป็นยาที่ใช้อย่างถูกต้องตามใบสั่งแพทย์ แต่อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงรวมถึงความตื่นกังวล, นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร, การเต้นของหัวใจผิดปกติ, ปัญหาโรคหัวใจและน้ำหนักลด ผู้ผลิตเองกล่าวว่าเป็นยาที่ ทำให้เกิดการเสพติด

ในเดือนมิถุนายน 2005 องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ออกคำเตือนประชาชนว่า Ritalin และยาที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันนี้อาจทำให้เกิดภาพหลอนภาพและความคิดฆ่าตัวตาย รวมไปถึงพฤติกรรมทางจิตที่ก้าวร้าวและมีความรุนแรง

นักเขียนท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า :"ผู้ปกครองมักจะไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง และมักจะทราบภายหลังในทำนองว่า:'. “อ้อ.. ลืมแจ้งให้ทราบว่า ในบางกรณีอาจมีเด็กที่เสียชีวิตจากการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง” หรือ “อ้อ..สิ่งทีควรทราบอีกข้อหนึ่งคือเด็กที่ใช้ยาที่มีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นประสาทนั้น มีความเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติดเกินขนาดมากเป็นสองเท่าของเด็กที่ไม่ได้ใช้ยา” หรือไม่ก็ “หนึ่งในสามของเด็กที่ใช้ยานี้จะมีอาการของ OCD เกิดขึ้นหลังจากการใช้ยาติดต่อกันภายในเวลา 1 ปีแรก”

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ Ritalin และยาที่ใช้ในกลุ่มเด็ก"สมาธิสั้น" นั้น สามารถหาได้ง่ายในเกือบทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในโรงเรียนมัธยมหรือวิทยาลัย, คุณมีแนวโน้มที่จะหายาจำพวกนี้ได้ง่าย โดยมีกลุ่มเพื่อนที่พยายามผลักดันและมักจะเชิญชวนให้คุณใช้ยานี้ เนื่องจากพวกเขาสามารถหากำไรจากคุณได้

ในบางโรงเรียน สถิติของนักเรียนที่ใช้ยาเป็นประจำอาจมีมากถึง 20% กรมควบคุมและปราบปรามยาเสพติดพบว่าโรงเรียนเหล่านี้เป็นแหล่งยาที่หาซื้อได้มากกว่าร้านขายยาในพื้นที่ด้วยซ้ำ

ฟังดูเหมือนมันเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ หรือ อาจจะมีเพื่อนบางคนที่บอกคุณว่า เขาเอายาของน้องชายมาขายต่อให้คุณเพื่อเอากำไรเล็กๆ น้อยๆ นักเรียนบางคนเพียงแค่บอกครูพยาบาลว่าเขาไม่สามารถนั่งเรียนในห้องเรียนอย่างมีสมาธิได้ เพียงแค่นี้ เขาก็สามารถจะได้รับใบสั่งยาจากแพทย์อย่างถูกต้อง เขาสามารถที่จะกักตุนยาเพื่อใช้ในอนาคต หรืออาจจะขายต่อให้เพื่อนๆ เพื่อเอากำไรก็ได้ไม่ยากนัก

แม้จะมีกฎหมายข้อห้าม ไม่ให้จำหน่ายจ่ายแจกยานี้อย่างอิสระ ในความเป็นจริงที่น่าสลดก็คือ สารเหล่านี้ถูกนำมาใช้จ่ายแจกกันเหมือนขนมลูกกวาด หรือที่เรียกกันเป็นที่เข้าใจว่า โคเคนสำหรับเด็ก

จากคำบอกเล่าของ Jake "ถ้าใช้ยาในปริมาณมากจนเกือบจะเรียกได้ว่าเกินขนาด ฤทธิ์ของมันทำให้ เกิดอาการ Hyper และมีความตื่นตัว ทั้งนี้ รวมไปถึงอารมณ์ที่ขึ้นลงไม่คงที่ อย่างควบคุมไม่ได้ "-

จุดเริ่มต้นในการใช้ยาเกิดขึ้นอย่างไร?

ในการที่เด็กนักเรียนคนหนึ่งจะเข้าไปพัวพันกับการเสพติด Ritalin นั้นง่ายนิดเดียว เมื่อนักเรียนมีผลการเรียนที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ หรืออาจจะเรียนช้ากว่าเพื่อน หรือแม้กระทั่งการเตรียมตัวสอบ นักเรียนที่ต้องการนอนดึกเพื่อสร้างโอกาสในการทำคะแนนให้สูงขึ้น หากเขาดื่มกาแฟ เขาอาจมีอาการมือสั่น หรือใจสั่น หากแต่เพื่อนส่วนมากของเขาที่ใช้ยานี้ทำให้พวกเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีพลังงานในยามที่เขาต้องการ ทำไมจะไม่ลองดูล่ะ เพียงจ่ายเงินเพิ่มอีกนิด แลกกับการที่ได้มีเวลาอ่านหนังสือเพิ่มและรู้สึกจดจ่อกับการเรียน นี่คือจุดเริ่มต้น แต่บ่อยครั้งมันมักจะไม่จบลงเพียงแค่นี้

นักเรียนบางคนบด Ritalin เป็นผงและสูด (Snort) มันเช่นเดียวกับที่ใช้โคเคน วิธีนี้ทำให้การดูดซึมเร็วยิ่งขึ้น "มันช่วยให้คุณรู้สึกมี พลังงานและตื่นเป็นเวลาหลายชั่วโมง" นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

และเช่นเดียวกับโคเคนหรือสารกระตุ้นอื่น ๆ ที่ความรู้สึก “อัพ" ก็จะตามมา และแน่นอน ความรู้สึกของความเมื่อยล้าและรู้สึกเหมือนลานขาด ซึมเศร้าก็จะตามมาติดๆ เช่นกัน นักเรียนคนหนึ่งที่ใช้ Adderall ซึ่งเป็นยายากระตุ้นประสาทอีกตัวหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักเรียน นักศึกษา ได้บรรยายความรู้สึกของ "ความปลอดโปร่ง" ที่กลับกลายเป็น “เหนื่อยล้าเหมือนลานขาด” ในวันถัดไป ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ใช้เขากล่าวว่า "ผมมักจะมีอาการเหนื่อยอ่อนเหมือนลานขาดและพับไปอย่างรุนแรงในที่สุด.และแน่นอนผู้ใช้มักจะหาทางออกจากความรู้สึกอ่อนล้านี้ด้วยการใช้ตัวช่วยของยาอีกเม็ดหนึ่งถัดมา เหมือนอย่างที่พูดกันติดปากว่า”อย่างนี้ต้องถอน” และนี่คือความเป็นไปของวงจรนี้ ต่อไปก็ใช้ในปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อความรู้สึก High ที่เร็ว และถี่มากขึ้น จนกระทั่งผู้ใช้มีความทนต่อฤทธิ์ยามากขึ้น จึงไม่ค่อยได้ผลหรือรู้สึกถึงฤทธิ์ยาอย่างที่เคยเป็นน้อยลง เมื่อเป็นดังนี้จึงจำเป็นต้องใช้ในปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้ในปริมาณมาก Ritalin สามารถนำไปสู่อาการชัก,ปวดศีรษะ, และภาพหลอน สารที่มีฤทธิ์เหมือนแอมเฟตามีน (ยาม้า)สามารถนำไปสู่ความตายเช่นเดียวกับในกรณีที่น่าสลดของเด็กหลายคนที่เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเนื่องจากการใช้ยานี้

"ฉันเริ่มใช้ Ritalin ครั้งแรกเมื่อตอนอยู่ชั้นม.1 เป็นยาที่แพทย์สั่งให้ เพราะพวกเขาคิดว่าฉันมีปัญหาที่เรียกว่า สมาธิสั้น ทั้งๆที ความจริงนั้นฉันแกล้งทำเพื่อเป็นข้ออ้างในการที่ฉันมีผลการเรียนที่ตกต่ำ (ความจริงฉันเพียงแค่เกียจคร้านในการเรียน) ฉันไม่เคยรู้ว่าฉันกำลังทำให้ตัวเองเข้าไปพัวพันกับการใช้ยา และตอนนั้นฉันเองก็มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างจากผู้ใช้ยาเสพติดรายอื่น ๆ เริ่มต้นจากที่ฉันใช้ยาประมาณ 40 มก. ในแต่ละวัน มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันทำอะไรๆ หลายอย่างเสร็จลุ
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2026 I Love Translation. All reserved.

E-mail: